
ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงดำเนินนโยบายที่เข้มงวดต่อจีนในด้านเทคโนโลยีชิป ยุโรปกลับเริ่มแสดงท่าทีที่ไม่เห็นด้วยกับการควบคุมดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการพูดถึงกฎหมาย MATCH Act ซึ่งจะทำให้จีนไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือการผลิตชิปที่เป็นเทคโนโลยีเก่ากว่า 10 ปีได้อีกต่อไป ตามที่ Christophe Fouquet CEO ของ ASML ได้กล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์กับ TechCrunch เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
การจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีชิปในระดับนี้อาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในจีน และอาจทำให้เกิดการตอบโต้จากจีนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งยุโรปเองก็มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการที่สหรัฐฯ ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยเฉพาะในด้านการค้าและเศรษฐกิจ ในขณะที่ยุโรปต้องการรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนให้แข็งแกร่ง
ยุโรปยังคงมองว่า การพัฒนาทางเทคโนโลยีควรเป็นเรื่องที่เปิดกว้างและไม่ควรถูกจำกัดโดยการเมือง การที่จีนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเก่ากว่า 10 ปีได้ ยังคงเป็นโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมของตนเอง และอาจนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในอนาคต นอกจากนี้ การจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีในลักษณะนี้ยังอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของบริษัทในยุโรปที่มีการทำงานร่วมกับจีนในด้านเทคโนโลยีชิป
การตอบโต้จากยุโรปนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการที่สหรัฐฯ ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในสงครามการค้า และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในนโยบายการค้าระหว่างประเทศในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและนวัตกรรม การที่ยุโรปสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนได้ จะเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับตลาดเทคโนโลยีในระดับโลก และอาจช่วยให้เกิดความร่วมมือในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็ต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายที่เข้มงวดเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีในระดับโลกในอนาคตได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
บทความนี้สรุปและเขียนใหม่โดยทีมบรรณาธิการ อ้างอิงจาก Connie Loizos ตามลิงก์ต้นฉบับด้านล่าง
อ่านต้นฉบับ: Europe is pushing back on Washington’s chip war
#Chip War #Europe #US-China Relations #Technology Policy