
OpenAI ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยการนำโมเดลเสียง GPT-Live ที่มีความสามารถในการฟังและพูดได้พร้อมกัน (full-duplex) มาสู่แอปพลิเคชัน ChatGPT บนระบบปฏิบัติการ macOS และ Windows โดยการเปิดตัวนี้เกิดขึ้นเพียงสองสัปดาห์หลังจากที่โมเดล GPT-Live ได้เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการพัฒนารูปแบบเสียงที่มีความเป็นธรรมชาติและสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอคิวในการพูด ทำให้สามารถมอบหมายการคิดวิเคราะห์ที่ซับซ้อนไปยังโมเดลพื้นฐานอย่าง GPT-5.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเปิดตัวนี้ไม่เพียงแต่ทำให้การพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นไปได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น แต่ยังช่วยให้นักพัฒนาสามารถดำเนินการหลายงานพร้อมกันได้ เช่น การตรวจสอบ pull requests หรือการแก้ไขบั๊กในแอปพลิเคชัน โดยใช้คำสั่งเสียงที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งอาจจะนำไปสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ “hands-free” และยังเปิดโอกาสให้มีการจัดงานเขียนโค้ดแบบกลุ่มในสถานที่จริงสำหรับผู้ใช้มากกว่า 10 ล้านคนที่ใช้งาน Codex และ ChatGPT Work ทุกสัปดาห์
Codex เป็นชื่อที่ใช้เรียกโมเดลและเครื่องมือที่ OpenAI พัฒนาขึ้นเพื่อการเขียนโค้ด แต่ในปีนี้ บริษัทได้ขยาย Codex ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพในการทำงานทั่วไปมากขึ้น โดยมีการเปิดเผยว่าเป็นครั้งแรกที่ OpenAI ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมด้วยเสียง โดยมีการบันทึกวิดีโอโปรโมตที่แสดงให้เห็นถึงพนักงานของ OpenAI สองคน คือ Jason Liu วิศวกรพัฒนาประสบการณ์ Codex และ Guinness Chen พนักงานเทคนิค Codex ที่พูดคุยกันในเซสชันเดียวกันของแอป ChatGPT ในห้องเดียวกัน โดยแต่ละคนได้ออกคำสั่งที่แตกต่างกันและสนทนากับโมเดลเดียวกัน
การรวมฟีเจอร์นี้ขึ้นอยู่กับการแยกชั้นเสียงแบบเรียลไทม์ออกจากเครื่องมือการดำเนินการพื้นฐาน ซึ่งทำให้การทำงานของโมเดล GPT-Live สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยนักพัฒนาสามารถใช้คำสั่งเสียงในการควบคุมและสั่งงานต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย นับเป็นการพัฒนาที่สำคัญในวงการเทคโนโลยีและการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิธีการทำงานของนักพัฒนาในอนาคต
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
บทความนี้สรุปและเขียนใหม่โดยทีมบรรณาธิการ อ้างอิงจาก carl.franzen@venturebeat.com (Carl Franzen) ตามลิงก์ต้นฉบับด้านล่าง
#OpenAI #GPT-Live #Codex #ChatGPT #เสียง #การพัฒนาซอฟต์แวร์