Unsupervised Learning ใช้จริงยังไง — ลึกซึ้ง ตอน 1
Photo: Google DeepMind / Pexels

🎙️ ฉบับพอดแคสต์ — อ่านออกเสียงประมาณ 16 นาที

วันนี้เราจะมาลงลึกในเรื่องของ Unsupervised Learning ว่ามันคืออะไรและมันสามารถใช้จริงในโลกของเทคโนโลยีได้อย่างไรบ้าง.

ในโลกของการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) มีหลายแนวทางที่ช่วยให้เราสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์และสร้างโมเดลต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ “Unsupervised Learning” หรือการเรียนรู้ที่ไม่มีการควบคุม ซึ่งหมายถึงการที่เราใช้ข้อมูลที่ไม่มีป้ายกำกับ (Unlabeled Data) เพื่อค้นหาความสัมพันธ์หรือโครงสร้างในข้อมูลนั้นๆ ในตอนนี้เราจะมาดูว่าการเรียนรู้แบบนี้สามารถนำไปใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างไรบ้าง

การจัดกลุ่มข้อมูล (Clustering)

การจัดกลุ่มข้อมูลเป็นหนึ่งในเทคนิคที่ใช้บ่อยที่สุดใน Unsupervised Learning โดยที่เราจะใช้วิธีการนี้ในการแบ่งกลุ่มข้อมูลที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันออกจากกัน เช่น การใช้ K-Means Clustering ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดย K-Means จะทำการแบ่งกลุ่มข้อมูลออกเป็น K กลุ่ม โดย K จะต้องกำหนดล่วงหน้า

ตัวอย่างการใช้งาน K-Means Clustering คือการวิเคราะห์ลูกค้าในธุรกิจการค้า โดยการนำข้อมูลการซื้อขายของลูกค้ามาจัดกลุ่มเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เช่น ลูกค้าที่มักซื้อสินค้าประเภทเดียวกัน หรือซื้อในช่วงเวลาเดียวกัน จะถูกจัดกลุ่มอยู่ด้วยกัน ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถทำการตลาดที่ตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การจัดกลุ่มข้อมูลยังสามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์ภาพ โดยการจัดกลุ่มพิกเซลที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันเข้าไว้ด้วยกัน เช่น ในการทำภาพเซ็กเมนเทชัน (Image Segmentation) ที่ช่วยให้เราแยกวัตถุในภาพออกจากกันได้อย่างชัดเจน

การลดมิติข้อมูล (Dimensionality Reduction)

การลดมิติข้อมูลเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่น่าสนใจใน Unsupervised Learning ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถลดจำนวนคุณลักษณะ (Features) ของข้อมูลลงได้ โดยไม่สูญเสียข้อมูลที่สำคัญ เช่น การใช้ Principal Component Analysis (PCA) ซึ่งจะทำการแปลงข้อมูลไปยังมิติที่ต่ำกว่า

การลดมิติข้อมูลมีความสำคัญในหลายกรณี เช่น เมื่อเรามีข้อมูลที่มีคุณลักษณะมากมาย การวิเคราะห์ข้อมูลอาจจะกลายเป็นเรื่องยาก การลดมิติข้อมูลจะช่วยให้เราเข้าใจข้อมูลได้ง่ายขึ้นและช่วยในการสร้างโมเดลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ เราอาจมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยที่มีหลายคุณลักษณะ เช่น อายุ, น้ำหนัก, ความดันโลหิต, และค่าใช้จ่ายในการรักษา การลดมิติข้อมูลจะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของข้อมูลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยอาจจะช่วยให้เราเห็นว่ามีกลุ่มผู้ป่วยที่มีลักษณะเฉพาะที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ

การค้นหาความสัมพันธ์ในข้อมูล (Association Rule Learning)

การค้นหาความสัมพันธ์ในข้อมูลเป็นอีกหนึ่งแง่มุมที่น่าสนใจของ Unsupervised Learning ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถค้นหาแพทเทิร์นหรือกฎที่ซ่อนอยู่ในข้อมูลได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการวิเคราะห์ข้อมูลการซื้อขายสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต โดยการใช้ Apriori Algorithm เพื่อค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าที่ถูกซื้อร่วมกัน

การใช้ Association Rule Learning ในธุรกิจจะช่วยให้เราสามารถจัดการโปรโมชั่นหรือแนะนำสินค้าที่เหมาะสมให้กับลูกค้าได้ เช่น หากลูกค้าซื้อสินค้าประเภทนม อาจจะแนะนำให้ซื้อขนมปังหรือซีเรียล ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการใช้งานในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลการเข้าชมเว็บไซต์ เพื่อค้นหาว่าผู้ใช้มีพฤติกรรมการเข้าชมอย่างไร และสามารถทำการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การสร้างโมเดลการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning Models)

การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สามารถนำ Unsupervised Learning มาประยุกต์ใช้ได้ โดยเฉพาะในงานที่ต้องการการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อน เช่น การประมวลผลภาพหรือเสียง

ตัวอย่างเช่น Autoencoders ซึ่งเป็นโมเดลที่ใช้ในการเรียนรู้แบบไม่มีการควบคุม โดยจะพยายามลดมิติข้อมูลและสร้างข้อมูลใหม่ขึ้นมาจากข้อมูลที่มี โดยการเรียนรู้จากข้อมูลที่ไม่มีการกำหนดป้ายกำกับ ซึ่งสามารถนำมาใช้ในงานต่างๆ เช่น การบีบอัดข้อมูลหรือการสร้างภาพใหม่จากข้อมูลเดิม

การใช้ Autoencoders ยังสามารถช่วยในงานด้านการตรวจจับความผิดปกติ (Anomaly Detection) โดยการฝึกโมเดลให้เรียนรู้จากข้อมูลปกติ แล้วนำไปทดสอบกับข้อมูลใหม่ หากมีความผิดปกติก็จะถูกระบุออกมา ซึ่งสามารถนำไปใช้ในงานด้านการเงิน เช่น การตรวจจับการทุจริตในธุรกรรมต่างๆ

การนำ Unsupervised Learning มาประยุกต์ใช้งานจริงนั้นมีหลากหลายรูปแบบ และแต่ละเทคนิคก็มีความเหมาะสมในสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป การเข้าใจและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริงนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในยุคที่ข้อมูลมีความสำคัญอย่างมากในทุกๆ ด้าน

ในตอนนี้เราได้สำรวจ Unsupervised Learning ในมิติที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดกลุ่มข้อมูล การลดมิติข้อมูล การค้นหาความสัมพันธ์ และการสร้างโมเดลการเรียนรู้เชิงลึก ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการทำงานกับข้อมูลที่ไม่มีการควบคุม

สรุป

Unsupervised Learning เป็นเครื่องมือที่สำคัญในยุคดิจิทัล ที่ช่วยให้เราเข้าใจและวิเคราะห์ข้อมูลที่ไม่มีการกำหนดป้ายกำกับ การนำเทคนิคต่างๆ ไปใช้ในสถานการณ์จริงสามารถช่วยให้ธุรกิจและองค์กรต่างๆ สามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น และสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโตในอนาคต

ที่มา: TechExtreme Editorial

#Unsupervised Learning ใช้จริงยังไง — ลึกซึ้ง ตอน 1 #ai #พอดแคสต์ #TechExtreme #พอดแคสต์ #TechExtremePodcast

ขอบคุณที่ติดตามฟังพอดแคสต์ของเราในวันนี้ หวังว่าคุณจะได้ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับ Unsupervised Learning.