Hashing ใช้จริงยังไง — ลึกซึ้ง ตอน 1
Photo: Markus Winkler / Pexels

🎙️ ฉบับพอดแคสต์ — อ่านออกเสียงประมาณ 16 นาที

วันนี้เราจะมาลงลึกถึงการใช้งาน Hashing ในชีวิตประจำวันกันครับ!

ในยุคที่ข้อมูลมีความสำคัญมากขึ้น การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้ หนึ่งในเทคนิคที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลคือการ “Hashing” ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยให้เราสามารถแปลงข้อมูลขนาดใหญ่ให้เป็นข้อมูลที่มีขนาดเล็กลง โดยยังคงรักษาความปลอดภัยและความถูกต้องของข้อมูลนั้นไว้ได้ ในตอนนี้เราจะมาลงลึกถึงการใช้งาน Hashing ในชีวิตประจำวันและในระบบต่างๆ ที่เราคุ้นเคยกัน

Hashing คืออะไร?

Hashing คือกระบวนการที่แปลงข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ให้เป็นข้อมูลที่มีขนาดเล็กลง โดยผลลัพธ์ที่ได้เรียกว่า “Hash” ซึ่งเป็นสตริงที่มีความยาวคงที่ไม่ว่าจะนำข้อมูลขนาดไหนมาผ่านการ Hashing ก็ตาม ตัวอย่างเช่น ถ้าเราใช้ฟังก์ชัน Hashing ที่ชื่อว่า SHA-256 ข้อมูลใดๆ ที่ถูกแปลง จะได้ผลลัพธ์เป็น Hash ขนาด 256 บิตเสมอ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

การ Hashing มีความสำคัญในหลายด้าน เช่น การป้องกันข้อมูลจากการถูกดัดแปลง การสร้างลายเซ็นดิจิทัล และการจัดการข้อมูลในฐานข้อมูล ซึ่งในทุกกรณี Hash จะถูกใช้เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูลหรือเพื่อยืนยันความถูกต้องเมื่อมีการเรียกใช้งานข้อมูลในภายหลัง

การใช้งาน Hashing ในการเก็บรหัสผ่าน

หนึ่งในการใช้งาน Hashing ที่พบได้บ่อยที่สุดคือการเก็บรหัสผ่านในระบบต่างๆ แทนที่จะเก็บรหัสผ่านในรูปแบบข้อความธรรมดา ระบบจะทำการ Hash รหัสผ่านก่อนที่จะเก็บไว้ในฐานข้อมูล ซึ่งจะทำให้แม้ว่าใครจะเข้าถึงฐานข้อมูลได้ ก็จะไม่สามารถเห็นรหัสผ่านที่แท้จริงได้

ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ใช้ลงทะเบียนในเว็บไซต์ ระบบจะทำการ Hash รหัสผ่านและเก็บผลลัพธ์นั้นไว้ ในการเข้าสู่ระบบในครั้งถัดไป ระบบจะ Hash รหัสผ่านที่ผู้ใช้กรอกเข้ามาอีกครั้งแล้วเปรียบเทียบกับ Hash ที่เก็บไว้ในฐานข้อมูล ถ้าทั้งสองค่าเหมือนกันก็แสดงว่าผู้ใช้กรอกข้อมูลถูกต้อง

การใช้ Hashing ในการเก็บรหัสผ่านจึงมีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังมีแนวทางที่ควรปฏิบัติเพิ่มเติม เช่น การใช้ Salt ซึ่งเป็นข้อมูลเพิ่มเติมที่ถูกผสมเข้ากับรหัสผ่านก่อนการ Hashing เพื่อเพิ่มความซับซ้อน และป้องกันการโจมตีแบบ Dictionary Attack ที่อาจเกิดขึ้นได้

Hashing ใน Blockchain

อีกหนึ่งตัวอย่างที่โดดเด่นของการใช้ Hashing คือในเทคโนโลยี Blockchain ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังสกุลเงินดิจิทัลเช่น Bitcoin และ Ethereum ใน Blockchain ทุกบล็อกจะมี Hash ของบล็อกก่อนหน้าอยู่ ซึ่งช่วยให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลในบล็อกนั้นไม่สามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้

เมื่อมีการเพิ่มบล็อกใหม่เข้าไปใน Blockchain ระบบจะทำการ Hash ข้อมูลทั้งหมดในบล็อกนั้น รวมถึง Hash ของบล็อกก่อนหน้า การเปลี่ยนแปลงข้อมูลในบล็อกใดบล็อกหนึ่งจะทำให้ Hash ของบล็อกนั้นเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะส่งผลให้ Hash ของบล็อกถัดไปไม่ตรงกัน ทำให้สามารถตรวจสอบได้ทันทีว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในระบบ

การใช้ Hashing ใน Blockchain เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในข้อมูลที่ถูกจัดเก็บ และทำให้การทำธุรกรรมสามารถเกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องมีตัวกลางในการตรวจสอบ

การใช้งาน Hashing ในการตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูล

Hashing ยังมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูล โดยเฉพาะในกรณีที่ข้อมูลถูกส่งผ่านเครือข่าย เช่น การดาวน์โหลดไฟล์จากอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการจะสร้าง Hash ของไฟล์นั้นและแสดงให้ผู้ใช้เห็น

เมื่อผู้ใช้ดาวน์โหลดไฟล์เสร็จสิ้น ผู้ใช้สามารถทำการ Hash ไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาแล้วเปรียบเทียบกับ Hash ที่ผู้ให้บริการให้ไว้ หากทั้งสองค่าเหมือนกัน แสดงว่าข้อมูลที่ดาวน์โหลดมาไม่มีการเปลี่ยนแปลงและถูกต้อง

การใช้ Hashing ในการตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูลช่วยลดความเสี่ยงจากการดาวน์โหลดไฟล์ที่มีการดัดแปลงหรือผิดพลาด ทำให้ผู้ใช้สามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ได้รับนั้นเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง

การใช้งาน Hashing ในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

การใช้ Hashing ยังมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในหลายกรณี เช่น ในการส่งข้อมูลระหว่างเซิร์ฟเวอร์หรือการสื่อสารระหว่างผู้ใช้ หากมีการส่งข้อมูลที่สำคัญ เช่น เอกสารหรือข้อมูลทางการเงิน การใช้ Hashing จะช่วยให้เราสามารถตรวจสอบได้ว่าข้อมูลนั้นถูกส่งไปยังปลายทางอย่างถูกต้อง

ตัวอย่างเช่น ในการส่งข้อมูลผ่านอีเมล ผู้ส่งสามารถสร้าง Hash ของเอกสารที่แนบมากับอีเมล และส่ง Hash นี้ไปพร้อมกับอีเมล เมื่อผู้รับได้รับอีเมลและดาวน์โหลดเอกสาร ผู้รับก็สามารถ Hash เอกสารนั้นอีกครั้งและเปรียบเทียบกับ Hash ที่ผู้ส่งส่งมา หากทั้งสองค่าเหมือนกัน แสดงว่าข้อมูลไม่ได้ถูกดัดแปลงระหว่างการส่ง

ความท้าทายและแนวทางในการเลือก Hash Function

แม้ว่า Hashing จะเป็นเทคนิคที่มีประโยชน์มาก แต่การเลือก Hash Function ที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นกัน Hash Function ที่ดีควรมีคุณสมบัติหลายอย่าง เช่น ความเร็วในการประมวลผล ความยากในการทำให้เกิดการชนกัน (Collision Resistance) และความปลอดภัยจากการโจมตีต่างๆ

ตัวอย่างของ Hash Function ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ SHA-256, SHA-3 และ BLAKE2 แต่ละฟังก์ชันมีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกันไป การเลือกใช้ Hash Function ควรพิจารณาตามประเภทของข้อมูลและระดับความปลอดภัยที่ต้องการ

สรุป

Hashing เป็นเทคนิคที่มีความสำคัญในหลายด้านของการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการเก็บรหัสผ่าน การทำงานของ Blockchain หรือการตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูล การเข้าใจการทำงานและการใช้งาน Hashing จะช่วยให้เราสามารถป้องกันข้อมูลของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพในโลกที่ข้อมูลมีความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน ในตอนต่อไป เราจะลงลึกถึงเทคนิคการ Hashing ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นและวิธีการเลือกใช้ Hash Function ที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในแต่ละประเภท

ที่มา: TechExtreme Editorial

#Hashing ใช้จริงยังไง — ลึกซึ้ง ตอน 1 #security #พอดแคสต์ #TechExtreme #พอดแคสต์ #TechExtremePodcast

ขอบคุณที่ติดตามฟังพอดแคสต์ในตอนนี้นะครับ พบกันใหม่ในตอนหน้า!