ประวัติ Hashing — ลึกซึ้ง ตอน 2
Photo: RDNE Stock project / Pexels

🎙️ ฉบับพอดแคสต์ — อ่านออกเสียงประมาณ 16 นาที

ในตอนที่สองนี้ เราจะเจาะลึกไปยังการพัฒนาระบบ Hashing ที่มีความปลอดภัยมากขึ้นและบทบาทของมันในโลกไซเบอร์ปัจจุบัน.

ในตอนที่แล้ว เราได้พูดถึงความหมายพื้นฐานของ Hashing และความสำคัญของมันในด้านความปลอดภัยข้อมูล ตอนนี้เราจะเจาะลึกไปยังประวัติของการพัฒนาระบบ Hashing ที่มีความปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงบทบาทของมันในโลกไซเบอร์ปัจจุบัน

การพัฒนาของ Hashing ในยุค 90

ในช่วงปี 1990 การพัฒนาระบบ Hashing เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ โดยเฉพาะการสร้างฟังก์ชัน Hash ใหม่ๆ ที่มีความปลอดภัยมากขึ้น เช่น MD5 และ SHA-1 ซึ่งทั้งสองฟังก์ชันนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยที่มากขึ้นในยุคนั้น MD5 ถูกพัฒนาโดย Ronald Rivest ในปี 1991 ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีความเร็วในการประมวลผลสูงและมีขนาดที่เล็ก แต่ในภายหลังมีการค้นพบว่าฟังก์ชันนี้มีช่องโหว่ที่สามารถถูกโจมตีได้ง่าย

SHA-1 ถูกพัฒนาขึ้นโดย National Security Agency (NSA) ในปี 1995 โดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้ในระบบการเข้ารหัสที่มีความปลอดภัยสูงขึ้น แต่ในปี 2005 ก็มีการค้นพบว่าฟังก์ชันนี้ก็มีความเสี่ยงต่อการโจมตีเช่นกัน ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการใช้ Hashing ในระบบความปลอดภัยต่างๆ

การพัฒนา Hashing ที่ปลอดภัยกว่า

เมื่อมีการค้นพบช่องโหว่ใน MD5 และ SHA-1 ทำให้มีความต้องการในการพัฒนาฟังก์ชัน Hash ที่มีความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของ SHA-2 ที่ถูกพัฒนาในปี 2001 โดย NSA โดย SHA-2 มีหลายรุ่น เช่น SHA-224, SHA-256, SHA-384, และ SHA-512 ซึ่งถูกออกแบบให้มีความปลอดภัยมากขึ้นและสามารถป้องกันการโจมตีในรูปแบบต่างๆ ได้ดีกว่า SHA-1

SHA-2 นั้นถูกนำไปใช้ในหลายๆ ระบบ เช่น การเซ็นชื่อดิจิทัล และการสร้างลายเซ็นต์ที่มีความปลอดภัยสูง แต่ในปี 2017 ก็มีการเปิดเผยว่าฟังก์ชันนี้ก็เริ่มมีช่องโหว่ที่อาจถูกโจมตีได้เช่นกัน ทำให้เกิดความต้องการในการพัฒนาฟังก์ชัน Hash ที่มีความปลอดภัยสูงขึ้นไปอีก

การเกิดขึ้นของ SHA-3

ในปี 2012 สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ (NIST) ได้เริ่มการแข่งขันเพื่อพัฒนาฟังก์ชัน Hash ใหม่ที่เรียกว่า SHA-3 ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ใช้ระบบที่แตกต่างจาก SHA-2 โดย SHA-3 ใช้โครงสร้าง Keccak ซึ่งช่วยให้การสร้าง Hash มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

SHA-3 ได้รับการออกแบบให้สามารถทำงานได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีทรัพยากรจำกัด และยังมีความสามารถในการทำงานได้ดีกับข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ ด้วยการออกแบบที่ยืดหยุ่น SHA-3 จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการใช้งานในระบบที่ต้องการความปลอดภัยสูง

บทบาทของ Hashing ในโลกไซเบอร์ปัจจุบัน

ในปัจจุบัน Hashing มีบทบาทสำคัญในหลายๆ ด้าน ตั้งแต่การจัดการรหัสผ่านไปจนถึงการประกันความถูกต้องของข้อมูล ในการจัดเก็บรหัสผ่าน ระบบจะใช้ฟังก์ชัน Hash เพื่อแปลงรหัสผ่านให้เป็น Hash ก่อนที่จะเก็บลงในฐานข้อมูล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูลผู้ใช้

นอกจากนี้ Hashing ยังถูกนำมาใช้ในการสร้างลายเซ็นต์ดิจิทัลเพื่อยืนยันความถูกต้องของเอกสารและการทำธุรกรรมออนไลน์ โดยเฉพาะในระบบ Blockchain ที่ Hashing ถูกใช้ในการยืนยันความถูกต้องของบล็อกข้อมูล

การเปรียบเทียบฟังก์ชัน Hash

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาลองเปรียบเทียบฟังก์ชัน Hash ที่มีชื่อเสียงกันบ้าง MD5, SHA-1, SHA-2, และ SHA-3 โดย MD5 อาจจะมีความเร็วในการประมวลผลที่สูง แต่ความปลอดภัยกลับต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับ SHA-2 และ SHA-3 ซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

SHA-1 แม้ว่าจะมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย แต่ในปัจจุบันก็ไม่แนะนำให้ใช้เนื่องจากมีช่องโหว่ที่สามารถถูกโจมตีได้ง่าย ในขณะที่ SHA-2 และ SHA-3 ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการโจมตีที่หลากหลาย และเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในด้านความปลอดภัย

อนาคตของ Hashing

ในอนาคต เราอาจเห็นการพัฒนาฟังก์ชัน Hash ใหม่ๆ ที่มีความปลอดภัยสูงขึ้น และมีความสามารถในการจัดการกับข้อมูลที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนมากขึ้น การวิจัยและพัฒนาในด้านนี้ยังคงดำเนินต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลของเราจะปลอดภัยจากการโจมตีที่เกิดขึ้นในโลกไซเบอร์

การเข้าใจถึงประวัติศาสตร์ของ Hashing จะช่วยให้เราเห็นความสำคัญของมันในโลกไซเบอร์ปัจจุบัน และช่วยให้เราสามารถเลือกใช้ฟังก์ชัน Hash ที่มีความปลอดภัยสูงสุดในการพัฒนาระบบต่างๆ

ในตอนนี้ เราได้เห็นการพัฒนาของ Hashing ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน และการพัฒนาเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไปเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลของเราจะปลอดภัยจากการโจมตีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกไซเบอร์

ที่มา: TechExtreme Editorial

#ประวัติ Hashing — ลึกซึ้ง ตอน 2 #security #พอดแคสต์ #TechExtreme #พอดแคสต์ #TechExtremePodcast

ขอบคุณที่ฟังพอดแคสต์ในตอนนี้ หวังว่าคุณจะได้รับความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับ Hashing.